หน้าแรกสะเก็ดอังกฤษ   คนอเมริกันไม่ใช้ lift?    คนอังกฤษยืม  piano แล้วไม่คืน?      คำลูกครึ่ง-คำครึ่งลูก    ไอ้ตัวเล็ก     คู่สร้างคู่สม และคู่กัด
สำนวนชวนสนุก     มาจากชื่อทั้งนั้น      
ACRONYM      คำพ้องเสียง-คำพ้องรูป      สุภาษิต-วาทะคนดัง      ภาษาอังกฤษภารตะ
คำย่อในเน็ตและคอม     คำอาภัพ     คำกับดัก    
อะไรนะ…บักเตรี     นับหนึ่งถึงอสงไขย     เครื่องหมาย…มีความหมาย     บทส่งท้าย

เครื่องหมาย…มีความหมาย...

                       

            ผมเคยอ่านหนังสือสถิติโลก Guinness Book of World Records พบเรื่องขำๆเรื่องหนึ่งเล่าว่า  วิคเตอร์  ฮูโก  (Victor Hugo) นักประพันธ์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส  ส่งเรื่องไปให้สำนักพิมพ์  แต่คอยแล้วคอยเล่าก็ไม่เห็นนำลงพิมพ์สักที 
จึงเขียนจดหมายส่งไปฉบับหนึ่ง และจดหมายฉบับนี้แหละที่ยังไม่มีใครทำลายสถิติได้ เพราะเป็นจดหมายที่มีเขียนสั้น
ที่สุดในโลก

            ฮูโกเขียนว่าอย่างนี้ครับ           “?”                   (ใช้ question mark อันเดียว….แค่นั้นเอง)

            แล้วเจ้าของสำนักพิมพ์ล่ะครับ   ตอบว่าอย่างไรทราบไหม?

            เขาเขียนจดหมายตอบฮูโกว่า   “!”                  

            นับว่าเก่งทั้งฮูโกและเจ้าของสำนักพิมพ์ที่ตีความหมายออกว่าผู้เขียนอยากจะบอกอะไร?

            ผมถึงนึกครึ้มใจนำเรื่องเครื่องหมายวรรคตอน (Punctuation Marks) มาเป็นเรื่องเสวนากันวันนี้  เพราะภาษา
ที่ใช้ในชีวิต ไม่ว่าภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ
  จะมีเครื่องการใช้เครื่องหมายวรรคตอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเขียน 

            เครื่องหมายวรรคตอนทุกเครื่องหมายล้วนแต่มีความหมายทั้งนั้น….ไม่อย่างนั้นคงไม่ใช้กันให้เสียหมึก
เสียเวลาเปล่า
   ท่านลองดูประโยคต่อไปนี้ก็ได้ครับ…

            She loves me!

            She loves me?

            She loves me.

            ประโยค “เธอรักฉัน” ทั้งสามประโยคนี้  ท่านเห็นแล้วคิดอะไรบ้างไหมครับ?

ท่านคงเห็นเครื่องหมายท้ายประโยคแล้วอย่างชัดเจนว่าต่างกันหมด  แสดงว่าเครื่องหมายเหล่านี้ ต้องบอกอะไรๆบ้างเป็นแน่

            ใช่แล้วครับ…ในภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยก็ตาม  เรามีเครื่องหมายต่างๆไว้ใช้มากมาย เรียกว่า “เครื่องหมาย
วรรคตอน”
  หรือ
Punctuation marks  เช่นในประโยคทั้งสาม เรามีเครื่องหมายอัศเจรีย์ (Exclamation mark = !) 
เครื่องหมายคำถาม
(Question mark = ?) และมหัพภาค หรือฟุลสต๊อพ (Full stop = .)

            จากประโยคตัวอย่างทั้งสาม   ถ้าแปลดื้อๆธรรมดาๆก็มีความหมายเหมือนกันหมด คือ “เธอรักฉัน”

            แต่ที่มันไม่ธรรมดาเพราะมีเครื่องหมายต่างกันถึงสามแบบนี่แหละครับ  ทำให้เราต้องมานั่งสนทนากันถึง
ความลึกซึ้งของประโยคดังกล่าว

          ประโยคแรก  She loves me!    เธอรักฉัน!  ประโยคนี้ฟังดูแล้วผู้พูดแสดงความลิงโลดใจ  ชอบใจ  ดีใจ ถูกใจ ปลื้มใจ  ฯลฯ   เอาเป็นว่าความรู้สึกเป็นไปในทางบวก ทางดีก็แล้วกัน

        ประโยคที่สอง  She loves me?  เธอรักฉัน?   ประโยคนี้ คนพูดอาจคลางแคลงใจหรือไม่แน่ใจ ว่า “เธอรักฉันแน่ละ หรือ?”  หรืออาจเป็น “เฮ้ย….อย่างเธอน่ะเหรอจะมารักฉัน?”  อะไรทำนองนี้  เพราะเครื่องหมายคำถามที่ปิดท้ายอยู่ก็แจ่มแจ้งแล้วว่าคนพูดยังมีความรู้สึกไม่กระจ่างใจนักหรอก…

        ประโยคสุดท้าย  She loves me.  เธอรักฉัน. ลงท้ายด้วยจุดฟุลสต๊อพแบบนี้แสนจะธรรมดามาก   เป็นประโยคบอกเล่าให้ทราบธรรมดาๆว่า “เธอรักฉัน”  

        นี่เพียงแค่ยกตัวอย่างมา 3 เครื่องหมาย  ก็มีความหมาย และ ความสำคัญ น่าสนใจมิใช่น้อย

        ยังมีเครื่องหมายอื่นๆอีกที่ผู้เขียนใช้เขียนและผู้อ่านก็น่าจะทราบ  การอ่านจึงจะได้อรรถรสครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่ผู้เขียนมีเจตนาจะสื่อความหมายมาให้ผู้อ่านทราบ

        แต่เราจะไม่ว่ากันเป็นข้อๆ    ขอคุยกันไปสบายๆสไตล์เรื่อยๆดีกว่าครับ

        เริ่มด้วย Colon  ( : )  ใช้ระหว่างเลขบอกเวลา  เช่น  18:30 น. ใช้ระหว่างเลขสัดส่วน       เช่น 3 : 5

ใช้หลังคำขึ้นต้นจดหมายเป็นทางการ เช่น Dear  Mr.Albert: และใช้ก่อนที่จะยกตัวอย่างหรือคำอธิบาย  เช่น จะพูดว่าฉันชอบกีฬาหลายอย่าง ได้แก่  บาสเกตบอล  วอลเลย์บอล และกอล์ฟ  เจ้าคำว่า “ได้แก่” หรือ “เป็นต้นว่า” นี่   เวลาเราเขียนเราก็ใช้เครื่องหมาย colon แทนได้เลย ก็จะได้ประโยคทำนองนี้ คือ      I like many kinds of games : basketball, volleyball and golf.

        ง่ายดีไหมครับ…..

        ต่อไปเครื่องหมาย semicolon ( ; ) เครื่องหมายนี้ดูจะมีที่ใช้หลายลักษณะ  ถ้าจะว่ากันละเอียดแบบตำราเรียนในห้องก็จะเสียรสชาดการคุยกันไป เอาแบบสั้นๆว่า  semicolon ใช้คั่นอนุประโยคที่เป็น coordinate clauses ซึ่งมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน  เช่น

        He is weak, he is sick; we are worried about him.

        แต่ว่าอย่างประโยคต่อไปนี้ใช้ semicolon ไม่ได้ครับ   ใช้ comma  ดีกว่า

        If he becomes worse; then we should take him to the hospital.           (ผิด)

        If he becomes worse, then we should take him to the hospital.   (ถูกต้อง)

    อีกเครื่องหมายหนึ่ง คือ Inverted commas หรือเครื่องหมายคำพูด ซึ่งมีทั้งเดี่ยวและคู่

            ชื่อก็บอกเป็นนัยชัดเจนว่าใช้กับข้อความที่เป็น “คำพูด”  ตามธรรมดาก็ใช้เครื่องหมาย “…….”  แต่หากใน
ข้อความภายใต้เครื่องหมาย “…..” นี้ยังมีการกล่าวคำอ้างอีก
  ก็ใช้
Single inverted commas (เครื่องหมายเดี่ยว)  เช่น

            My father said, “Lord Buddha says, ‘Do good’ and I believe so.”

            พ่อฉันพูดว่า “พระพุทธองค์ตรัสว่า ‘จงทำดี’ และ พ่อก็เชื่อมั่นเช่นนั้น”

            นอกจากนั้น…ยังมีอีกเครื่องหมายหนึ่งน่าพูดถึง คือ จุลภาค หรือ comma  ( , ) เพราะจุลภาค (บ้างก็เรียกว่า
“ลูกน้ำ”) นี้ เคยเห็นใช้ในภาษาไทยอย่างแปลกๆก็มี

            การใช้ comma ส่วนใหญ่เราจะใช้คั่นสิ่งที่เป็นพวกเดียวกัน  เป็นต้นว่า

            The students will take four courses: Thai, German, French, and  English.

            ถ้าประโยคข้างบนนี้เป็นภาษาไทย